วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอบ้านคา

พุน้ำร้อน
น้ำพุร้อนโป่งกระทิง ตั้งอยู่ที่บ้านพุน้ำร้อน หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านบึง กิ่งอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี เดินทางจากจังหวัดราชบุรีมาตามถนนเพชรเกษมเลี้ยวขวา แยกปากท่อ ตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3206 ถึงบ้านพุน้ำร้อนระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร หรือเดินทางจากจังหวัดราชบุรีมาทางจอมบึงใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3087 ถึงบ้านพุน้ำร้อนระยะทางประมาณ 85 กิโลเมตร หรือเดินทางจากจังหวัดราชบุรี มาทางชัฏป่าหวายใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3208 ถึงพุน้ำร้อน ระยะทางประมาณ 83 กิโลเมตร
น้ำพุร้อนโป่งกระทิง ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน
เป็นบ่อน้ำร้อนแบบบ่อธรรมดา ขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร ความร้อนประมาณ 65 องศาเซลเซียส เป็นแหล่งท่องเที่ยวการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพ และสถานที่กางเต็นท์ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เมื่อมีคนจำนวนมากมายืนล้อมรอบบ่อและช่วยกันปรบมือ หรือ เคาะทำเสียงดัง น้ำในบ่อจะเริ่มเดือดจนมีพรายน้ำพุพุ่งมาเหนือผิวน้ำ
ใกล้กันมีบ่อน้ำเล็ก ๆ สำหรับอาบน้ำร้อนได้ แต่ผู้ที่จะลงอาบน้ำร้อนจะต้องลงไปแช่น้ำเย็นที่อยู่บริเวณใกล้กันเสียก่อน ซึ่งน้ำเย็นนี้เป็นน้ำแร่ที่ไหลมาจากธรรมชาติ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิ เพราะร่างกายของคนเราร้อนถ้าหากว่าลงไปแช่น้ำร้อนเลยก็อาจเกิดอันตรายได้เพราะปรับอุณหภูมิไม่ทัน โดยผู้ที่ลงแช่น้ำร้อนจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ ผู้เล่นไม่ควรที่จะลงแช่น้ำร้อนทั้งตัวภายในเวลาเดียวกัน แต่ควรที่จะค่อยๆ เอาร่างกายแช่ลงไปที่ละส่วน และไม่ควรแช่เกิน 20 นาที สำหรับผู้ที่เป็นโรคประจำตัว เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ เพราะอาจทำให้แน่นหน้าอก และเกิดอาการหน้ามืดได้ โดยมีการเล่าและบอกต่อกันมาของผู้ที่เคยเดินทางมาแช่น้ำร้อนที่นี่ ว่าร่างกายของตนมีสุขภาพดีขึ้น โรคที่เคยเป็นก็บรรเทาอาการลง จึงทำให้น้ำพุร้อนแห่งนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาพักผ่อน

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ตามรอยพ่อหลวง วีถีพอเพียง

"น้ำ-ลม" พลังงานทางเลือก ลดรายจ่ายชุมชน

"...มาพูดถึงไฟฟ้าและพลังงาน ไฟฟ้าและพลังงานนี่ การไฟฟ้าต้องใช้พลังงาน เพราะว่าสำ หรับปั่นไฟฟ้า ต้องใช้พลังงานเพื่อให้มีพลังงานไฟฟ้า อันนี้ทำมานานแล้ว เวลาขาดแคลนเชื้อเพลิงก็บอกว่า ให้ปิดโทรทัศน์  ให้ปิดไฟ และบอกว่าได้ผลดี ความจริงเปิดโทรทัศน์นี้ไม่เป็นไร ถ้าน้ำ มันเชื้อเพลิงหมดแล้ว ก็ใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ มีแต่ต้องขยัน หาวิธีที่ทำให้เชื้อเพลิงเกิดใหม่ เชื้อ เพลิงที่เรียกว่าน้ำมันนั้นมันจะหมด ภายในไม่กี่ปีหรือไม่กี่สิบปีก็หมด..."

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่คณะบุคคลที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ
วันอาทิตย์ที่ 4  ธันวาคม พ.ศ. 2548

          ข้อมูลจาก หนังสือ 80 พรรษา ปวงประชาสุขศานต์ จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระบุว่า "พลังงานทดแทน" หมายถึง พลังงานที่ผลิตขึ้นใช้แทนพลังงานเชื้อเพลิง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ "พลังงานทดแทนที่ใช้แล้วหมดไป" หรือพลังงานสิ้นเปลือง เช่น พลังงานถ่านหิน พลัง งานนิวเคลียร์ พลังงานหินน้ำมัน พลังงานถ่านน้ำมัน ฯลฯและ "พลังงานทดแทนที่ไม่มีวันหมด" หรือนำมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวลซึ่งได้จากอินทรียวัตถุในธรรมชาติที่นำมาเปลี่ยน เป็นพลังงานได้ เช่น แกลบ ชานอ้อย เปลือกไม้ กากปาล์ม ซังข้าวโพด ฯลฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ด้วยในภาคการเกษตรมีการใช้พลังงานเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ อาทิ เครื่องไถนา เครื่องสูบน้ำ เครื่องกลเรือดังนั้นพระองค์ได้ทรงคิดค้นพลังงานด้านอื่นๆ นอกจากน้ำมัน เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามา รถลดต้นทุนการผลิตและสามารถผลิตพลังงานขึ้นมาใช้เองได้  อีกทั้งยังมีพระราชดำริว่าในอนาคตพลังงานจะขาดแคลน  ทั้งพลังงานจากธรรมชาติและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง

          เวิ้งกว้างแห่งทุ่งนา ในตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย หลายปีก่อนพื้นที่แห่งนี้ แห้งแล้ง เนื่องด้วยมีลักษณะเป็นเนินเขา เกษตรกรมีปัญหาในเรื่องของการนำ "น้ำ" ที่อยู่ในพื้นที่ต่ำหรือในหุบเขาขึ้นมาใช้บนไร่นาในฤดูแล้ง และมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากเป็นค่าเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องสูบน้ำ ประกอบกับสภาพพื้นที่ของชุมชนเป็นพื้นที่สูง และมีลักษณะเป็นร่องเขาระหว่างเทือกเขาภูหลวงและภูกระดึงทำให้มีกระแสลมพัดแรงตลอดเวลาสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น และมูลนิธิเลยเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้น้อมนำพระราชดำริของพ่อหลวงเรื่องพลังงานทดแทนมาใช้  โดยร่วมกันหาแนวทางการใช้ประโยชน์จาก "ทุนทางธรรมชาติ" ที่มีอยู่ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จัดทำ "โครงการพัฒนาสาธิตการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อส่งเสริมสุขภาวะชุมชนในเขตอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย" ขึ้นมาโดยใช้พื้นที่ของ "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง" เป็นฐานเรียนรู้ด้านพลังงานทางเลือกให้กับชุมชน ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.

          ดิรก สาระวดี นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายว่า พื้นที่แห่งนี้ฐานเดิมเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการทำการเกษตรแบบธรรมชาติ ร่วมกับชุมชนมาตั้งแต่ปี 2547 จึงเลือกใช้พื้นที่ของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง เพื่อให้เป็นแหล่งขยายความรู้ ในเรื่องของพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมโดยชุมชนมีส่วนร่วม

          "เป้าหมายของโครงการพลังงานทางเลือก อย่างน้อยเราอยากจะให้คนในชุมชนนำเอาศักยภาพในพื้นที่ที่มีอยู่ของตนเองมาใช้ โดยเฉพาะเรื่องของลมเนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีความเหมาะ สมสูงมาก และเราพยายามที่จะสร้างปราชญ์ชาวบ้านด้านพลังงานทางเลือก เพื่อให้เกิดการต่อยอดได้เอง นอกจากนี้ เราพยายามที่จะสร้างให้เป็นพื้นที่ต้นแบบที่ผสมผสานระหว่างป่าผืนใหญ่ วิถีชีวิตชุมชน และพลังงานทางเลือกอย่างเหมาะสม" นายดิรก กล่าว

          "ลม" เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่างๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น

          เขาเล่าว่า ทางโครงการฯ มีแนวคิดที่จะพัฒนาด้านพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน ด้วยการเพิ่มปริมาณต้นไม้เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทน ด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นป่ารักษาแหล่งน้ำ ปลูกต้น ไม้หัวไร่ปลายนา เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้านพลังงานชีวมวล กระตุ้นให้ชุมชนให้เกิดความรักและหวงแหนภูมิทัศน์อันสวยงามและสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในพื้นที่ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาและสาธิตการใช้พลังงานทางเลือกให้กับชุมชน ทั้งในเรื่องของเตาเผาถ่าน การผลิตน้ำส้มควันไม้ การพัฒนาเตาเศรษฐกิจเพื่อประหยัดพลังงาน  การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ทว่าพลังงานทดแทนที่โดดเด่นและถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของชุมชนแห่งนี้ก็คือเรื่องของ "กังหันลม" เพื่อผลิตไฟฟ้าและ "เครื่องตะบันน้ำ" เพื่อสูบน้ำไปใช้บนไร่นา

            "กังหันลม" (Wind turbine) คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับและแปลงพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็นพลังงานกลได้ และนำพลังงานกลมาใช้เพื่อสูบน้ำโดยตรงหรือผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การพัฒนากังหันลมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณจนถึงยุคปัจจุบัน โดยการออกแบบกังหันลมต้องอาศัยความรู้ทางด้านพลศาสตร์ของลมและหลักวิศวกรรมศาสตร์ในแขนงต่าง ๆ เพื่อให้ได้กำลังงาน พลังงาน และประสิทธิภาพสูงสุด

            อดิศร สุนทรารักษ์ รองเลขาธิการมูลนิธิเลยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวเสริมว่า น้ำเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่าการที่จะเอาน้ำมาใช้สนับสนุนในแปลงเกษตรของชาวบ้านนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะอยู่บนพื้นที่สูง  ชาวบ้านต้องไปซื้อน้ำมัน ซื้อเครื่องสูบน้ำขึ้นไปใช้บนเขา เลยมีความคิดว่าน่า จะนำเรื่องของพลังงานทดแทนมาใช้"สิ่งที่เราอยากเห็นในพื้นที่นี้คือ ชาวบ้านอยู่ได้อยู่ดีมีสุขภายใต้แนวคิดเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง และการพึ่งตนเอง โดยเราจะสนับสนุนในเรื่องของเทคโนโลยีที่เหมาะสม อย่างกังหันลมชาวบ้านสามารถสร้างเองได้เกือบทั้งหมด ใบของกังหันก็ทำจากไม้ ยกเว้นอุปกรณ์บางอย่างที่ต้องซื้อมาประกอบ แต่เรากำลังพัฒนา ให้มีราคาถูกลง แต่ปัจจุบันยังมีราคาแพงโดยมีต้นทุนประมาณ 40,000 บาท"อดิศรเล่าว่า พลังงานที่ได้นั้น ชาวบ้านสามารถที่จะนำไปใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งไฟส่องสว่าง อุปกรณ์สำนักงาน ส่วนเครื่องตะบันน้ำมีต้นทุนที่ถูกมากเพียง 2 พันบาทเท่านั้น ใช้กระสอบทรายทำ Check Dam ก็สามารถที่จะส่งน้ำขึ้นไปบนเขาที่สูงๆ ได้ไกลเป็นกิโลเมตร โดยสามารถสูบน้ำได้ชั่วโมงละประมาณ 200 ลิตร ซึ่งพลังงานทางเลือกทั้ง 2 ด้านก็จะไปตอบโจทย์ในเรื่องของน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเกษตร ทำอย่างไรให้ลดต้นทุนในการนำน้ำขึ้นมาใช้แสวง ดาปะ กำนันตำบลเลยวังไสย์ เล่าว่าเข้ามาทำงานร่วมกับมูลนิธิฯตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างสุขภาวะให้กับชุมชน ด้วยการสนับสนุนการจัดทำแปลงเกษตรตัวอย่างเพื่อให้มีการเรียนรู้ร่วมกัน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ทำการเกษตรแบบพออยู่ พอกินพอใช้

          "มีไร่อยู่บนภูเขาแต่มีน้ำอยู่ข้างล่างก็เลยคิดว่า ทำอย่างไรจะนำน้ำขึ้นมาใช้ได้โดยยึดหลักของในหลวง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า เรามีอะไรอยู่ก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นทุน เห็นว่าที่สวนมีลมแรงเพราะอยู่บนเนินเขา ทำอย่างไรที่จะเอาลมมาเป็นประโยชน์ได้ ก็เลยคิดว่าจะทำกังหันลมมาผลิตไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้เขาเล่าว่า เมื่อก่อนที่ใช้เครื่องสูบน้ำต้องใช้น้ำมันเบนซินวันละไม่ต่ำกว่า 4 ลิตร ช่วงน้ำมันแพงๆ ก็หมดเงินไปวันละหลายร้อยบาท ซึ่งเรื่องของพลังงานทดแทนชาวบ้านเริ่มสนใจกันมากขึ้น แต่ยังติดในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังสูงอยู่"

          นับเป็นเวลาหลายสิบปี ที่ พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย พระราชทานแนวคิดและโครงการในพระราชดำริอันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาพลังงานทางเลือกมากมายพระองค์ทรงเป็นหลักชัยที่ทำให้พสกนิกรชาวไทยมี แนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข บนหลักความ "มีเหตุผล" และ "พอเพียง"  อย่างแท้จริง




ตามรอยพ่อหลวง

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประวัติความเป็นมาวันลอยกระทง

ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง

          ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า
"พิธีจองเปรียญ" หรือ "การลอยพระประทีป" และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

          ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

         
ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฎในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

         
"ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้ป็นลวดลาย..."


          เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า
"ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน" พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

          ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า "เรือลอยประทีป" ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย
การ ลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีป หรือลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท อันที่จริงลอยกระทงเป็นประเพณีขอขมาธรรมชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะชาวบ้านทั่วไปรู้จากประสบการณ์ว่า ถึงเดือนสิบเอ็ด (หรือราวเดือนตุลาคม) น้ำจะขึ้นนองหลาก,พอถึงเดือนสิบสอง (หรือราวเดือนพฤศจิกายน) น้ำจะทรงตัวคือไม่ขึ้นไม่ลง,ครั้นเดือนอ้าย (หรือราวเดือนธันวาคม) ต่อเดือนยี่ (หรือราวเดือนมกราคม) น้ำจะลดลง
คำถวายกระทงสำหรับลอยประทีป
มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ นัมมะทายะ
นะทิยา ปุเลเนฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูเชมะ
อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัสสะ ปูชา
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังฆวัตตะตุ

กิจกรรมวันลอยกระทง
1.      นำกระทงไปลอยตามแม่น้ำลำคลอง หรือตามแหล่งน้ำที่มีการจัดพิธี
2.      ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ในวันลอยกระทง เช่น การประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ การละเล่นพื้นเมือง  เช่น รำวงเพลงเรือ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทย
3.      จัดนิทรรศการ หรือพิธีลอยกระทง เพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์ประเพณีไทย
4.      จัดรณรงค์ให้มีการใช้วัสดุจากธรรมชาติมาทำกระทง เพื่อไม่ให้เกิดมลภาวะแก่แม่น้ำลำคลอง

เหตุผลในการลอยกระทง
1.      เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทและบูชาเทพเจ้า ตามคติความเชื่อ
2.      เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้ มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา
3.      เพื่อรู้ถึงคุณค่าของน้ำหรือแม่น้ำลำคลอง อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

การลอยกระทงของชาวเหนือและอีสาน
การลอยกระทงของชาวเหนือ (ยี่เป็ง)
การลอยกระทงของชาวเหนือ นิยมทำกันในเดือนยี่เป็ง (คือเดือนยี่หรือเดือนสอง เพราะนับวันเร็วกว่าของเรา 2 เดือน) เพื่อบูชาพระอุปคุตต์ซึ่งเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเล ลึกหรือสะดือทะเล ตรงกับคติของชาวพม่า
การลอยกระทงในภาคอีสาน เรียกว่าเทศกาลไหลเรือไฟ
จัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ในจังหวัดนครพนม โดยการนำหยวกกล้วยหรือวัสดุต่าง ๆ มาตกแต่งเป็นรูปพญานาคและรูปอื่น ๆ ตอนกลางคืนจุดไฟปล่อยให้ไหลไปตามลำน้ำโขงดูสวยงามตระการตา

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

อ่านกันเถอะ


สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม   
สับปะรดต้องการอากาศค่อนข้างร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23.9-29.4 องศาเซลเซียส  ปริมาณน้ำฝนที่ต้องการอยู่ในช่วง 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี  แต่ต้องตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี และมีความชื้นในอากาศสูง   
สับปะรดขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด  ที่ระบายน้ำดี  แต่ชอบดินร่วน  ดินร่วนปนทราย  ดินปนลูกรัง  ดินทรายชายทะเล และชอบที่ลาดเท  เช่น  ที่ลาดเชิงเขา  สภาพความเป็นกรด-ด่าง ของดินควรเป็นกรดเล็กน้อย คือ ตั้งแต่ 4.5-5.5 แต่ไม่เกิน 6.0   

แหล่งปลูก  
แหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญของไทยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเลได้แก่  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เพชรบุรี  ชลบุรี  ระยอง  ฉะเชิงเทรา  จันทบุรี  ตราด และจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้  เช่น  ภูเก็ต  พังงา  ชุมพร  ซึ่งนิยมปลูกในสวนยาง  
ปัจจุบันมีการปลูกสับปะรดในจังหวัดต่าง ๆ  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  บริเวณริมแม่น้ำโขง และอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือ  การปลูกสับปะรดในพื้นที่ที่อยู่ไกลทะเลนี้  จะต้องคำนึงถึงความชื้นในอากาศเป็นสำคัญ  เพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลสับปะรด  ดังนั้น  ควรเลือกปลูกในบริเวณที่มีความชื้นในอากาศสูง  เช่น  ที่ราบระหว่างภูเขา  ที่ลาดเชิงเขา  บริเวณใกล้ป่าหรือแหล่งน้ำ

  พันธุ์ที่ปลูกมากในประเทศไทย  
พันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น พันธุ์  โดยถือตามลักษณะของต้นที่ได้ขนาดโตเต็มที่ และแข็งแรงสมบูรณ์เป็นบรรทัดฐานดังนี้คือ  
1.  พันธุ์ปัตตาเวีย   
พันธุ์นี้รู้จักแพร่หลายในนามสับปะรดศรีราชา และชื่ออื่น ๆ  เช่น  ปราณบุรีสามร้อยยอด  ปลูกกันมากเพื่อโรงงานอุตสาหกรรม  แหล่งปลูกที่สำคัญคือ ประจวบคีรีขันธ์  ชลบุรี  เพชรบุรี  ลำปางและการปลูกกันทั่ว ๆ ไป เพื่อขายผลสด เพราะมีรสหวานฉ่ำมีน้ำมาก  
ลักษณะทั่ว ๆ ไป  
คือ มีใบสีเขียวเข้ม และเป็นร่องตรงกลางผิวใบด้านบนเป็นมันเงา  ส่วนใต้ใบจะมีสีออกเทาเงิน  ตรงบริเวณกลางใบมักมีสีแดงอมน้ำตาล  ขอบใบเรียบมีหนามเล็กน้อยบริเวณปลายใบ  กลีบดอกสีม่วงอมน้ำเงิน  ผลมีขนาดและรูปทรงต่างกันไป  มีน้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 2-6 กิโลกรัม  แต่โดยปกติทั่วไปประมาณ 2.5 กิโลกรัม  เปลือกผลเมื่อดิบสีเขียวคล้ำ  เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มทางด้านล่างของผลประมาณครึ่งผล  ก้านผลสั้นมีไส้ใหญ่เนื้อเหลืองอ่อนแต่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มในฤดูร้อน  รสชาติดี  
2.  พันธุ์อินทรชิต   
เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย  ปลูกกันกระจัดกระจายทั่วไป  แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่จังหวัดฉะเชิงเทรา  
ลักษณะทั่ว ๆ ไป   
คือขอบใบจะมีหนามแหลมร่างโค้งงอสีน้ำตาลอมแดง ใบสีเขียวอ่อนไม่เป็นมัน ขอบใบทั้ง ข้างมีแถบสีแดงอมน้ำตาลตามแนวยาว ใต้ใบจะมีสีเขียวออกขาวและมีวาวออกสีน้ำเงินกลีบดอกสีม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย รสหวานอ่อน มีตะเกียงติดอยู่ ที่ก้านผล เปลือกผลเหนียวแน่นทนทานต่อการขนส่ง เหมาะสำหรับบริโภคสด  
3. พันธุ์ขาว   
เป็นพันธุ์พื้นเมือง เกษตรนิยมปลูกพันธุ์นี้ร่วมกับพันธุ์อินทรชิต เข้าใจว่าจะกลายพันธุ์มาจากพันธุ์อินทรชิต แหล่งปลูกที่สำคัญคือ ฉะเชิงเทรา  
ลักษณะทั่ว ๆ   
มีใบสีเขียวอมเหลืองหรือเขียวใบไม้ ทรงพุ่มเตี้ยใบแคบและสั้นกว่าพันธุ์อินทรชิต  ขอบใบมีหนามโค้งงอเข้าสู่ปลายใบ  โคนกลีบดอกสีม่วงอ่อน  ปลายกลีบสีม่วงอมชมพู  เนื้อผลสีเหลืองทอง  รสหวานอ่อน  ผลมักมีหลายจุก  คุณภาพของเนื้อไม่ค่อยดีนัก  ผลมีขนาดปานกลาง  น้ำหนักเฉลี่ย 0.85 กิโลกรัม  มีลักษณะเป็นทรงกระบอก  มีตาลึกทำให้ผลฟ่ามง่าย  
4.  พันธึภูเก็ตหรือสวี   
ปลูกกันมากในสวนยางจังหวัดภูเก็ต  ชุมพร  นครศรีธรรมราช และตราด  โดยปลูกระหว่างแถวยาวรุ่นที่ยังมีอายุน้อยเพื่อเก็บผลขายก่อนกรีดยาง  มีชื่ออื่น ๆ อีกเช่น  พันธุ์ชุมพร  พันธุ์สวี  พันธุ์ตราดสีทอง  
ลักษณะทั่ว ๆ ไป  ใบสีเขียวอ่อนและมีแถบสีแดงในตอนกลางและปลายในขอบใบมีหนามสีแดงแคบและยาวกว่าพันธุ์อินทรชิตและ พันธุ์ขาวกลีบดอก สีม่วงอ่อน  ผลมีขนาดเล็กกว่าทุกพันธุ์ที่กล่าวมาตาลึกเปลือกหนา  เนื้อหวานกรอบสีเหลืองเข้ม  เยื่อใยน้อย  มีกลิ่นหอม  เหมาะสำหรับบริโภคสด  เป็นที่นิยมมากในภาคใต้  
5.  พันธุ์นางแลหรือน้ำผึ้ง   
ปลูกมากในจังหวัดเชียงราย  
ลักษณะทั่ว ๆ ไป   
คล้ายคลึงกับพันธุ์ปัตตาเวีย  แต่มีรูปร่างของผลทรงกลมกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย  ตานูน  เปลือกบางกว่าและรสหวานจัดกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย  ผลแก่มีเนื้อในสีเหลืองเข้ม  มีเยื่อใยน้อยเหมาะสำหรับบริโภคสด  เป็นที่นิยมมากในภาคเหนือ  ผลมีเปลือกบางมาก  ขนส่งทางไกลไม่ดีนัก  
เปรียบเทียบลักษณะที่สำคัญของพันธุ์สับปะรดในไทย  
ลักษณะที่ดี 
ลักษณะที่ไม่ดี
1. พันธุ์ปัตตาเวีย   
คุณสมบัติในการบรรจุกระป๋อง นับว่าดี  ทนทานต่อความแห้งแล้ง   
และขาดน้ำได้ดีกว่าพันธุ์อื่น ๆ   
ขอบใบเรียบ  เนื้อในสีเหลือง   
เนื้อฉ่ำ  รสหวาน 
ไม่พบตะเกียง  ไม่ทนต่อโรคมาก   
และต้นเน่าไม่ทนต่อโรคผลแกน   
รูปทรงของผลขนาดใหญ่ไม่ดี   
 
2.  พันธุ์ภูเก็ต  
รูปร่างทรงกระบอกสม่ำเสมอดี   
รสชาติดี  เนื้อหวานกรอบ  มีกลิ่นหอม  
เนื้อสีเหลืองจัด  ตอบสนองสารเร่งดอกได้ดี  
การบรรจุกระป๋องไม่ค่อยดีนัก
ผลดีขนาดเล็ก  ตาลึก  
เนื้อมีช่องว่างเป็นโพรง  ในมีหนามมาก  
หน่อมากเกินไปจนเป็นกอ  
 
3.  พันธุ์นางแล  
ผลมีเปลือกบางมาก  รสหวานแหลม   
เนื้อมีเยื่อใยน้อยสีเหลืองจัด   
ขอบใบมักเรียบ
ผลมีขนาดเล็ก  ทรงกลม  
ผลย่อยนูนพอง  ขนส่งทางไกลไม่ค่อยดี  
 
4.  พันธุ์อินทรชิต  
ทนต่อดินเหนียวและการระบายน้ำเลว  
ทนต่อโรคเน่า  เปลือกผลหนา   
ทนต่อการขนส่ง  เนื้อสีเหลือง   
ตอบสนองต่อสารเร่งดอกได้ดี
ไม่ค่อยทนแล้ง  ผลขนาดเล็ก  ตาเล็ก  
ตาลึกใบหนามาก  เนื้อมีเยื่อใยมาก  
มีหลายจุก  
 

ส่วนขยายพันธุ์และการขยายพันธุ์  
ส่วนต่าง ๆ ที่ใช้ในการขยายพันธุ์สับปะรด  มีดังนี้  
1.  หน่อดิน  เกิดจากตาที่อยู่ในบริเวณลำต้นใต้ดิน  ซึ่งจะเริ่มแทงขึ้นมาพ้นผิวดินหลังจากเกิดการสร้างดอกแล้ว  มีจำนวนน้อย  รูปทรงเล็กเรียว  ใบยาวกว่าหน่อข้าง  
2.  หน่อข้าง  เกิดจากตาที่พักตัวอยู่บนลำต้นในบริเวณโคนใบ  หน่อข้างเหล่านี้จะมีน้ำหนักต่างกันไปตั้งแต่ 0.5-1 กิโลกรัม  ให้ผลเมื่อมีอายุ 14-18 เดือน  ใช้ขยายพันธุ์ได้ดี  
3.  ตะเกียง  เกิดจากตาบนก้านผลที่อยู่ในบริเวณโคนผล  ตะเกียงมีน้ำหนักเฉลี่ยทั่วไปอยู่ระหว่าง 0.3-0.5 กิโลกรัม  ให้ผลเมื่อมีอายุ 18-20 เดือน  
4.  จุก  เติบโตขึ้นเหนือผลสับปะรดหลังจากดอกโรยไปแล้วจุกจะมีน้ำหนักทั่วไปตั้งแต่ 0.075-0.2 กิโลกรัม  ให้ผลตามธรรมชาติเมื่ออายุ 22-24 เดือน  
เมื่อเก็บผลสับปะรดก็จะปลิดจุกออกจากผล และหลังจากเก็บเกี่ยวผลไปแล้วประมาณ 6 สัปดาห์  ก็จะปลิดหน่อออกจากต้น  หน่อที่มีขนาดเหมาะแก่การขยายพันธุ์คือ มีความยาวประมาณ 50-75 เซนติเมตรหลังจากเก็บหน่อ, ตะเกียงหรือจุกมาแล้ว  ให้นำมาผึ่งแดดโดยคว่ำยอดลงสู่พื้นดิน  ให้โคนแผลได้รับแสงแดดจนรอยแผลแห้งรัดตัวเป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วย  แล้วนำมามัดรวมกันเป็นกองเพื่อรอการปลูกหรือนำไปขายต่อไป  ก่อนปลูกต้องลอกกาบใบล่างออก 3-4 ชั้น  เพื่อให้รากแทงออกมาได้สะดวกและเร็วขึ้น  
การใช้ส่วนขยายพันธุ์หลายชนิดปลูกแยกเป็นแปลง ๆ  เป็นการดีเพราะสามารถทยอยเก็บผลสับปะรดได้หลายรุ่นตลอดปี  
ตารางเปรียบเทียบข้อดี  ข้อเสีย ของการปลูกด้วยหน่อและปลูกด้วยจุก  
ข้อเปรียบเทียบ
 การปลูกด้วยหน่อ 
การปลูกด้วยจุก
1. ฤดูปลูก
ปลูกได้ตลอดปี 
เฉพาะฤดูแล้งหรือฝนไม่ชุก
2.  ความทนทานต่อโรคเน่า
ค่อนข้างทนทาน 
ไม่ทนทาน
3.  การเจริญเติบโต 
เติบโตไม่พร้อมกัน
เติบโตสม่ำเสมอกัน
4.  อายุเก็บเกี่ยวตามธรรมชาติ 
14-18 
22-24 เดือน
5.  การบังคับออกดอก
ทำได้ยากเพราะต้นไม่สม่ำเสมอกัน
ทำได้ง่ายเพราะต้นสม่ำเสมกัน
6.การเก็บผล 
เก็บได้ไม่พร้อมกัน
เก็บได้พร้อมกัน

  การเตรียมดิน   
เนื่องจากสับปะรดเป็นพืชหลายฤดูกว่าจะรื้อแปลงปลูกใหม่กินเวลานานถึง 4-5 ปี  ซึ่งจะเก็บผลได้ถึง ครั้ง แต่การเก็บผลในรุ่นที่ 3  มักจะลดลงอย่างมากถ้าหากมีการปฏิบัติดูแลรักษาไม่เพียงพอ  จึงนิยมเก็บผลเพียง 
2 ครั้ง  ก็รื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่  
ดังนั้นการเตรียมดินต้องเตรียมอย่างดี  การปรับระดับให้เรียบเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้ไม่มีน้ำท่วมขัง การไถดินให้ลึกจะช่วยให้การระบายน้ำและอากาศในดินเป็นไปอย่างสะดวก  เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติทุกครั้งที่รื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่  
การเตรียมดินสำหรับการปลูกสับปะรดนั้น  หากเป็นที่เปิดใหม่มักใช้รถไถดันรากไม้ใหญ่ ๆ  ให้โผล่ขึ้นมาแล้วจุดไฟเผา  ต่อจากนั้นไถดินให้ลึก 20-30 เซนติเมตร  ไถพรวนอีก 2-3 ครั้ง  จนซากต้นไม้ใบหญ้ากลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ปล่อยทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้เศษซากพืชเน่าสลายในดิน  แล้วปรับระดับให้เรียบเสมอ  แล้วจึงไถดินให้ลึกถึงระดับ 40-50 เซนติเมตร  เป็นการเปิดหน้าดินให้ลึกเพื่อระบายน้ำและอากาศ  
หากดินเป็นแปลงสับปะรดเก่า ใช้รถแทรกเตอร์ลากพรวน จานไถกลับไปมาจนต้นและใบแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไถกลบเศษต้นและใบสับปะรดนั้นลงในดินปล่อยเอาไว้สัก ระยะหนึ่งเพื่อให้เน่าเปื่อยเป็นอินทรีย์วัตถุและเป็นการปรับโครงสร้างของ ดินให้ดีขึ้น  แล้วจึงไถดินให้ลึก 40-50 เซนติเมตร และใช้พรวนจานไถอีกครั้งเมื่อใกล้ระยะเวลาที่จะปลูก 
 
การเตรียมหน่อพันธุ์ก่อนปลูก  
การคัดขนาดหน่อหรือจุกก่อนปลูก  
ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งในการปลูกสับปะรดควรจะมีการคัดขนาดแบ่งเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน และมีขนาดเท่า ๆ กัน และปลูกเป็นแปลง ๆ หรือชุด ๆ ไป  จะทำให้การเติบโตของต้นสม่ำเสมอกันทั้งแปลง  ใส่ปุ๋ยแต่ละต้นได้พร้อมกันและใส่ปริมาณต่อต้นเท่า ๆ กัน  บังคับผลได้พร้อมกันทั้งแปลง  ง่ายต่อการบำรุงรักษา  สับปะรดแก่พร้อมกันง่ายต่อการประเมินผลผลิตและเก็บเกี่ยว  
 หน่อ  
ขนาด
น้ำหนัก (กรัม)
ความยาว-สูง (ซม.)
เล็ก
300-500
30-50
กลาง
500-700
50-75 เป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุด
ใหญ่
700-900
65-85
ใหญ่มาหก
มากกว่า 900
มากกว่า 70
  
 จุก  เล็ก
100-200
กลาง
200-300 เป็นขนาดที่เหมาสมที่สุด
ใหญ่
300-400
ใหญ่มาก
มากกว่า 400

- การชุบหน่อหรือจุกด้วยสารเคมีก่อนปลูก  
เป็นการลดอัตราการสูญเสียของต้น  อันเนื่องมาจากโรคยอดเน่าหรือต้นเน่า  ทั้งเป็นการประหยัดแรงงานและเวลาในการปลูกหน่อซ่อมแซมใหม่อีกด้วย  การชุบหน่ออาจทำได้โดยเครื่องจักรอัตโนมัติ  แต่เกษตรกรโดยทั่ว ๆ ไปอาจใช้ถัง 200 ลิตร  แล้วผ่าครึ่งถัง หรือสร้างบ่อซิเมนต์ขนาดย่อม ๆ  ใช้เป็นที่ชุบหน่อก็จะสะดวกยิ่งขึ้น  
สำหรับสารเคมีกันเชื้อรา และอัตราที่ใช้โดยเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง    มีดังนี้  
1.  แคปตาโฟล  เช่น  ไดโฟลาแทน 80%  อัตรา 60-120   กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 86 กรัมต่อน้ำ 8.6 ลิตร  ชุบได้ 1,000 หน่อ  
2.  ฟอสเอธิล อลูมินั่ม  เช่น  อาลีเอท อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  
3.  เมตาแลกซิล  เช่น  ริโดมิล อัตรา 30-45 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  
ถ้าพบเพลี้ยแป้งมากับหน่อพันธุ์ควรผสมสารฆ่าแมลง มาลาไธออน อัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ลงไปในสารชุบหน่อพันธุ์ด้วยโดยจุ่มหน่อพันธุ์ให้ชุ่มก่อนปลูก  จุ่มนานประมาณ นาที และถ้าปลูกไปแล้ว  หากมีฝนตกชุก  ควรใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งฉีดซ้ำอีกทั่วทั้งแปลง  ในกรณีปลูกซ่อมหรือปลูกปริมาณน้อย  การชุบหน่อพันธุ์อาจจะสิ้นเปลือง  ใช้วิธีหยอดยอดก็ได้  โดยใช้อาลีเอท 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  ใช้หยอดยอดละ 50 ซีซี  หรือเต็มยอด  ให้ทำทันทีหลังจากปลูกสำเร็จสามารถป้องกันโรคได้นานประมาณ เดือน
  
  ฤดูปลูกและวิธีปลูก  
ในประเทศไทยสามารถปลูกสับปะรดได้เกือบตลอดปี  ยกเว้นช่วงฝนตกหนักติดต่อหลายวัน  เพราะจะเกิดโรคเน่า  ควรเตรียมดินให้เสร็จในเดือนธันวาคม และปลูกในเดือนมกราคม-เมษายน  ซึ่งมีแสงแดดจ้าและไม่มีฝนชุก  แต่ดินยังมีความชุ่มชื้นเพียงพอแก่การเจริญเติบโตในระยะแรกอยู่  
การปลูกในฤดูฝนควรฝังหน่อให้เอียง 45 องศา  เพื่อป้องกันน้ำขังในยอด  ถ้าปลูกในฤดูแล้งฝังหน่อให้ตั้งตรง  หากมีเครื่องมือช่วยปลูกซึ่งเป็นเหล็กคล้ายมีดปลายแหลมช่วยเปิดหลุมจะทำให้สะดวกและรวดเร็วกว่าใช้จอบ  เฉลี่ยแล้วผู้ปลูก 1 คน  สามารถปลูกได้วันละ 5,000-7,000 หน่อ  
การปลูกส่วนใหญ่มักปลูกเป็นแถวคู่ฝังหน่อให้ลึก 15-20 เซนติเมตร ใช้ระยะปลูกแตกต่างกันไป  ตามวัตถุประสงค์    

ลักษณะของผลสับปะรดที่โรงงานต้องการ  
ผลต้องไม่แก่จัดเกินไป  ผลทรงกระบอก  แกนเล็ก  เส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ระหว่าง 4-6 นิ้ว หรือมีน้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 0.8-.3.0 กิโลกรัม ลักษณะผลเช่นนี้จะได้ราคาดี  

ธาตุอาหารที่จำเป็นและการใช้ปุ๋ยเคมีในสับปะรด  
สับปะรดเป็นพืชที่ต้องการธาตุไนโตรเจน และโพแทสเซียมสูง  ถ้าขาดไนโตรเจนจะเริ่มแสดงอาการที่ ใบอ่อนจะมีสีเขียวจาง ๆ  แต่ใบแก่ยังคงมีสีเขียวเข้ม  ต่อมาใบที่งอกใหม่จะมีขอบสีแดง  แต่บัวใบสีเหลืองซีดถึงช่วงนี้แล้วต้องรีบแก้ไขโดยให้ปุ๋ยทันที มิฉะนั้นจะทำให้ผลผลิตลดลงมาก หน่อและตะเกียงจะไม่เกิดเลย  ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตเป็นแหล่งไนโตรเจน  ที่หาได้ง่ายและราคาไม่แพงนัก  
ถ้าขาดโพแทสเซียม  ปลายใบจะไหม้  จะมีจุดไหม้ที่ใบแก่  ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเหี่ยวแห้งไป  ผลมีขนาดเล็กสุกช้า และมีปริมาณกรดในเนื้อสับปะรดน้อยมาก  ธาตุโพแทสเซียมนี้ได้จากปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟตเป็นส่วนใหญ่  
ความต้องการธาตุฟอสฟอรัสในสับปะรด  นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับธาตุอาหารหลักทั้งสอง  เพราะส่วนใหญ่ในดินมีฟอสฟอรัสเพียงพออยู่แล้ว  แต่ถ้าในดินขาดธาตุฟอสฟอรัสแล้วจะทำให้ต้นไม่แข็งแรง  หน่อและตะเกียบจะลดจำนวนลงมาก  
อาการขาดธาตุเหล็ก  เริ่มจากใบอ่อนมีสีซีดคล้ายขาดไนโตรเจนและมีรอยแต้มสีแดงขึ้นทั่วไป  มีสีน้ำตาลที่ปลายรากและไม่มีรากแขนงให้เห็น  ผลจะแก่เร็วขึ้น  แต่มีกรดในเนื้อต่ำ  การแก้ไขอาการขาดธาตุเหล็กนั้นโดยการใช้เหล็กซัลเฟตฉีดพ่นในอัตรา 1-3 ในบริเวณที่มีแมงกานีสสูงหรือในดินที่มีระดับความเป็นกรด-ด่างที่สูงกว่า 5.8  จะพบอาการขาดธาตุเหล็กอยู่เสมอในดินทรายที่มีอินทรียวัตถุต่ำจะพบอาการขาดธาตุทองแดง และสังกะสีอาการปรากฏคือที่ยอดของใบอ่อน จะบิด เบี้ยวใบจะแคบ และมีสีเหลืองอ่อนความ ทนทานของผล ต่อแสงแดดจะลดลง  ทำให้ผิวเปลือกไหม้เกรียมเป็นหย่อม ๆ  แก้ไขโดยใช้สังกะสีซัลเฟตและทองแดงซัลเฟตในรูปสารละลายฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้นและใบ  
ปุ๋ยที่จะใส่ให้สับปะรดนับเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมความเป็นกรด-ด่างของดิน  การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปแคลเซียมจะมีส่วนเพิ่มความเป็นด่าง  ในขณะเดียวกันการใช้ปุ๋ยเคมีที่อยู่ในรูปซัลเฟตจะเพิ่มความเป็นกรดในดิน  การให้ปุ๋ยสับปะรดนั้นผู้ปลูกแต่ละรายก็ใช้ปุ๋ยแตกต่างกันไป  เนื่องจากสภาพดิน และปัจจัยอื่น ๆ  ส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ย 3-4 ครั้งต่อรุ่น  ปุ๋ยที่ใช้มากคือ ปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยผสมสูตรต่าง ๆ  เช่น  12-4-18+ธาตุอาหารเสริม  
ปุ๋ยสำหรับสับปะรด  กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำการใส่ปุ๋ยดังนี้ คือ  
สับปะรดรุ่นแรก  
ครั้งที่ ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก ตันผสมปุ๋ยหินฟอสเฟตสูตร 0-3-0 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่  
โรยเป็นแถวหลังไถแปรตามแนวร่องปลูกเพื่อปรับปรุงดินสำหรับกระตุ้นการออกราก  
ครั้งที่ หลังปลูก 1-2 เดือน หรือระยะเริ่มออกรากใส่ปุ๋ยสูตรที่มีสัดส่วนไนโตรเจนสูง  เช่น  สูตร 21-0-0 หรือ 16-20-0 อัตรา 7-10 กรัมต่อต้น  ใส่ดินโคนต้นฝังหรือกลบปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกในขณะดินมีความชื้นเพียงพอ  
ครั้งที่ 3  หลังปลูก 4-6 เดือน  ใส่ปุ๋ยครบสูตรที่มีสัดส่วนโพแทสเซียมสูง 3:1:4  เช่นสูตร 12-4-18+ธาตุอาหารเสริม, 15-5-20, 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียง  ซึ่งไนโตรเจนไม่ควรเกิน 15%  ป้องกันสารไนเตรทตกค้างอัตรา 10 กรัมต่อต้น  ใส่บริเวณกาบใบล่างในขณะกาบใบมีน้ำเพียงพอที่จะละลายปุ๋ย  
ครั้งที่ 4  ก่อนบังคับผล 1-2 เดือน  ให้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมได้แก่ แคลเซียม  โบรอน  โดยฉีดพ่นเข้าทางใบ  
ครั้งที่ หลังบังคับผลประมาณ เดือน  ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-6) หรือโพแทสเซียมซัลเฟต (0-0-50) อัตรา 7-10 กรัมต่อต้น  ใส่บริเวณกาบใบล่างในขณะกาบใบมีน้ำเพียงพอที่จะละลายปุ๋ย  
สับปะรดที่ไว้หน่อ (หลังเก็บผลรุ่นแรก)  
หลังจากเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน  ใส่ปุ๋ยสูตร 21-0-0 หรือ 16-20-0 บริเวณกาบใบล่างอัตรา 10 กรัมต่อต้น  เพื่อบำรุงต้นตอและเร่งหน่อ  
ระยะดูแลรักษาต้นตอจนถึงระยะบังคับผล และระยะเก็บเกี่ยวใส่สูตรและอัตราเดียวกับต้นรุ่นแรก (ครั้งที่ 3-5)  ถ้ามีฝนให้ใส่ที่กาบใบหน้าแล้งอาจใช้วิธีฉีดพ่นทางใบ   ถวคู่เพื่อส่งโรงงาน   
 ประโยชน์ของสับปะรด  
สับปะรดมีส่วนต่าง ๆ  ที่ใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง  ดังนี้  
1.  เนื้อ   
ใช้รับประทานสดหรือแปรรูปเป็นสับปะรดแช่อิ่ม  สับปะรดกวน  สับปะรดแห้ง  แยมสับปะรด หรือ  บรรจุกระป๋อง และคั้นทำน้ำสับปะรด  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้เนื้อสับปะรดผสมกับปลาและเกลือหมักไว้ทำเป็นอาหารที่เรียกว่า "เค็มหมากนัด"  
2.  ผลพลอยได้จากเศษเหลือ  
เศษเหลือของสับปะรดส่วนใหญ่จากอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง  สามารถนำมาแปรรูปทำอย่างอื่นได้  เช่น  
2.1  น้ำเชื่อม  
2.2  แอลกอฮอล์  
2.3  น้ำส้มสายชู และไวน์  
2.4  อาหารสำหรับเลี้ยงวัว  
2.5  กรดอินทรีย์ ชนิด คือ กรดซิตริก  กรดมาลิก และกรดแอสคอร์บิก  
3.  ใบ  
3.1  เส้นใยจากใบสับปะรด  นำมาทอเป็นผ้าใยสับปะรด  ในฟิลิปปินส์เรียกว่า "ผ้าบารอง" ราคาแพง  นิยมตัดเป็นชุดสากลประจำของชาติฟิลิปปินส์และไต้หวัน  
3.2  เยื่อกระดาษจากใยสับปะรด  จะได้กระดาษที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ความบางมาก  มีผิวนุ่มเนียน  สามารถบิดงอหรือเปลี่ยนรูปร่างได้ง่าย  โดยไม่เสียหาย  ในหลายประเทศใช้เป็นกระดาษสำหรับพิมพ์ธนบัตร  
4.  เปลือก  
การใช้เปลือกสับปะรดเลี้ยงวัว  เศษเหลือทิ้งจากโรงงานสับปะรด คือ  
เปลือกและแกนกลางซึ่งจะมีน้ำอยู่สูงถึงร้อยละ 90  เมื่อคิดต่อน้ำหนักสดส่วนเหลือทิ้งจะมีโปรตีนและโภชนะย่อยได้ทั้งหมดประมาณร้อยละ 0.7 และ เมื่อคิดต่อน้ำหนักแห้งจะมีค่าโปรตีนและโภชนะย่อยได้สูงถึงร้อยละ 7 และ 70 ตามลำดับ  
ปกติวัวชอบกินเปลือกสับปะรด  ยิ่งเปลือกที่ทิ้งไว้ 2-3 วัน  สีออกเป็นน้ำตาลเทา ๆ มีกลิ่นเหม็นเล็กน้อย  วัวจะชอบกินมากกว่าเปลือกสด  
ดังนั้น  หากเลี้ยงวัวในแหล่งที่มีโรงงานสับปะรด  จึงใช้เปลือกสับปะรดเป็นอาหารเลี้ยงวัวได้ทั้งฝูง และวัวขุน  
โดยนำเปลือกมากองทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง  จึงใช้เป็นอาหารเลี้ยงวัวได้เป็นการลงทุนที่น้อยที่สุด  แต่ให้ผลตอบแทนสูง
 การเก็บผลเพื่อบริโภคผลสด  








ใช้มีดตัดที่ก้านผลให้เหลือขั้วติดผลไว้บ้างและคงให้มีจุกติดอยู่กับผลเพื่อป้องกันการเน่าของผล อันเนื่องจาก แผลที่เกิดจาก การปลิดจุกหรือขั้วผลออก หลังจากตัดผลแล้วให้ใช้มีดฟันใบต้น เดิมออกเสียบ้าง เพื่อให้หน่อได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ และเหลือหน่อดินไว้แทนต้นเดิม 1-2 หน่อเท่านั้น ส่วนหน่อที่เหลือก็ขุดหรือปลิดออกจากต้นนำไปปลูกขยายเนื้อที่หรือจำหน่าย ต่อไปได้  พันธุ์ภูเก็ต จะนิยมปลิดจุกตั้งแต่ผลมีอายุประมาณ เดือน ส่วนพันธุ์อินทรชิตและ พันธุ์ขาว  จะตัดจุกทิ้งประมาณ 1/2 ส่วน  ในเวลาที่เก็บผลจำหน่าย  
การเก็บผลเพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรม    
ก็จะปลิดผลออกจากก้านเท่านั้น หรืออาจจะปลิดจุกออกด้วย  


การเก็บผลสับปะรดให้ได้คุณภาพดี     
ควรเก็บ ครั้ง  
ครั้งแรก  จะเก็บได้ประมาณ 20-25% ของผลทั้งหมดในแปลง  
ครั้งที่สอง  เก็บหลังจากครั้งแรกประมาณ 5 วัน  จะเก็บได้ประมาณ 40-60% ของผลทั้งหมด  
ครั้งสุดท้าย  เก็บหลังจากครั้งที่สองประมาณ 5-7 วัน  โดยเก็บผลที่เหลือทั้งหมด

คุณค่าทางโภชนาการ  
ในเนื้อสับปะรด 100 กรัม  มีส่วนประกอบดังนี้  
ความชื้น
84.90
กรัม
พลังงาน
 54.0
แคลอรี
ไขมัน
0.30
กรัม 
คาร์โบไฮเดรท
14.0
กรัม 
เยื่อใย
0.50
กรัม 
โปรตีน
0.40
กรัม 
ฟอสฟอรัส
8.0
มิลลิกรัม 
เหล็ก
0.40
มิลลิกรัม 
แคลเซียม
22.0
มิลลิกรัม 
ไวตามินเอ
15.0
หน่วยสากล 
ไวตามินบี-หนึ่ง
0.09
มิลลิกรัม 
ไวตามินบี-สอง
0.04
มิลลิกรัม 
ไวตามินซี
17.0
มิลลิกรัม 
ไนอะซิน
0.20
มิลลิกรัม 
ที่มา :  กองโภชนาการ  กรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข